กกร.ห่วงเศรษฐกิจโลกครึ่งหลังปี 69 ไม่แน่นอน! สงคราม-AI ดัน K-Shape เงินเฟ้อไทย-อาเซียนพุ่ง
เศรษฐกิจโลกครึ่งหลังปี 69 ยังไม่แน่นอนสูง! กกร. มอง สงคราม-AI กระทบเศรษฐกิจโตแบบ K-Shape ชี้แรงกดดันเงินเฟ้อทั้งอาเซียนเพิ่ม ส่วน GDP ไทย ยังคงโตสุดที่ 2%
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังเผชิญความไม่แน่นอนในระดับสูง ทั้งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ แรงกดดันเงินเฟ้อ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ K-Shaped Recovery ชัดเจนขึ้น
โดยประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่ประเทศที่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัลยังขยายตัวได้ดี ส่วนไทยและประเทศในอาเซียนยังเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันตลาดยังคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะดำเนินนโยบายดอกเบี้ยในระดับสูง ส่งผลให้ค่าเงินในเอเชียมีแนวโน้มอ่อนค่า โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวล่าสุดที่ธนาคารกลางบางประเทศใช้สกุลเงินยูโรเข้ามาช่วยบริหารค่าเงินแทนการใช้ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
แม้เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงแต่ กกร.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ไว้ที่ 1.6-2.0% การส่งออกขยายตัว 8-10% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5-3.0% โดยครึ่งปีแรกการส่งออกยังเติบโตได้ดีจากกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีที่ขยายตัวกว่า 45% ขณะที่คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้น 37% คิดเป็นมูลค่า 1.47 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการเติบโตยังเกิดขึ้นเฉพาะอุตสาหกรรม K-Shape ขาบน ขณะที่ภาคการผลิตจำนวนมากใน K-Shape ขาล่าง ยังไม่ได้รับประโยชน์ เนื่องจากการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) ยังอยู่ในระดับต่ำ และบางส่วนได้รับผลกระทบจากการย้ายฐานการผลิต
กกร.จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันการใช้สินค้า Made in Thailand (MIT) ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs พร้อมจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการตามระดับความเปราะบาง เพื่อจัดสรรทรัพยากรช่วยเหลือได้ตรงจุด รวมถึงคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ให้ถูกนำข้อมูลไปใช้เป็นนอมินี บัญชีม้า หรือจดทะเบียนบริษัทแฝง เพื่อสกัดเศรษฐกิจนอกระบบและทุนสีเทา
สำหรับกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากกว่า 60 ประเทศ รวมถึงไทย ในอัตรา 12.5% นายผยงมองว่า ไทยยังสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากอัตราภาษีไม่ได้แตกต่างจากประเทศคู่แข่งมากนัก อีกทั้งหลายอุตสาหกรรมยังมีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ตั้งอยู่ในประเทศไทยจำนวนมาก การย้ายฐานการผลิตทั้งหมดเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่ต่างกันเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์อาจไม่คุ้มค่าการลงทุน พร้อมย้ำว่าการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังดำเนินต่อไป และภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัวรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ กกร.ยังผลักดันยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ของประเทศ ครอบคลุม 5 ด้าน ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้แก่ Investment & Industry Transformation Hub, AI & Digital Hub, Green Economy, Financial Hub และ Medical Hub โดยมองว่าจะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทย หลังมีการประเมินว่าการลงทุนจากต่างชาติที่จะเข้าสู่อาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578
ขณะที่ด้านสถานการณ์แรงงาน นายผยงระบุว่า ภาคธุรกิจยังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ทำให้หลายอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ขณะเดียวกันการใช้ AI และระบบอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงานอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทักษะแรงงานเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่ง Reskill, Upskill และ Retrain ให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น BOI ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ สำนักงานประกันสังคม และสภาอุตสาหกรรม เพื่อระบุว่าอุตสาหกรรมใดกำลังเผชิญปัญหาและควรได้รับความช่วยเหลือในรูปแบบใด
นายผยงย้ำว่า ตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียวไม่สามารถสะท้อนคุณภาพของการเติบโตได้อีกต่อไป แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับการจ้างงาน การใช้ Local Content และศักยภาพการแข่งขันของแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมเสนอให้ภาครัฐจำแนกผู้ประกอบการ K-Shape ขาล่างออกเป็นกลุ่มที่สามารถฟื้นตัวได้ หากได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม กับกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเพื่อให้ปรับตัวออกจากธุรกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้การใช้ทรัพยากรภาครัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ส่วนประเด็นความผันผวนของค่าเงิน นายผยงมองว่า ความร่วมมือของธนาคารกลางหลายประเทศในการใช้สกุลเงินของประเทศที่สามเข้ามาแทรกแซงตลาด เป็นพัฒนาการใหม่ของระบบการเงินโลก แม้จะช่วยบริหารความผันผวนได้บางส่วน แต่ท้ายที่สุดเงินทุนยังเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ส่งผลให้ค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มผันผวนและอ่อนค่าต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ซับซ้อนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB